วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

ความแข็งแกร่งที่แท้จริง


ความแข็งแกร่งที่แท้จริง



เรียบเรียงโดย  อิบนุมะฮฺดี

    ความแข็งแกร่งของมนุษย์นั้นถือเป็นความโปรดปรานที่อัลลอฮฺ ทรงประทานให้มนุษย์ อัลลอฮฺผู้ทรงประทานความแข็งแกร่งให้แก่มนุษย์ ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะมีพละกำลัง มีความแข็งแกร่ง แข็งแรงได้นอกจากอัลลอฮฺทรงประสงค์ให้เขามี  อัลลอฮฺ  ทรงตรัสว่า

[ نَّحْنُ خَلَقْنَاهُمْ وَشَدَدْنَا أَسْرَهُمْ ]  الإنسان  27  
“เราได้บังเกิดพวกเขา และเราได้ทำให้เรือนร่างของพวกเขามั่นคงแข็งแรง”  (อัลอินซาน  27)

     ความแข็งแกร่ง ในความเข้าใจของคนโดยทั่วไปอาจเข้าใจว่า คือการมีร่างกายที่ทนทาน มีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง มีพละกำลังมากพอที่จะเอาชนะผู้อื่นได้ นั้นคือการให้นิยามในเรื่องความแข็งแกร่งเพียงภายนอกเท่านั้น แต่สำหรับศาสนาอิสลาม ความแข็งแกร่งของคนๆหนึ่งจะต้องประกอบไปด้วย ความแข็งแกร่งทางร่างกาย และความแข็งแกร่งทางจิตใจ
ดังมีรายงานหะดีษจากท่านอบีฮุร็อยเราะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

لَيْسَ الشَّدِيدُ بِالصُّرْعَةِ ، إِنَّمَا الشَّدِيدُ الَّذِي يَمْلِكُ نَفْسَهُ عِنْدَ الْغَضَبِ    متفق عليه
 “ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง ด้วยการเอาชนะผู้อื่นได้ ความแข็งแกร่งที่แท้จริงคือผู้ที่เขาสามารถควบคุมตัวของเขาขณะที่โกรธได้”   (บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)

      ศาสนาอิสลามได้บอกถึงคุณลักษณะของผู้ที่มีความแข็งแกร่งที่แท้จริงว่า ไม่ใช่ผู้มีความแข็งแกร่งทางร่างกาย หรือมีกล้ามเนื้อที่ทนทาน ซึ่งสามารถล้มเอาชนะผู้อื่นได้จำนวนมาก แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่แท้จริงในมุมมองของอิสลาม คือผู้ที่เขาสามารถยับยั้งความดื้อดึง และโทสะของตัวเขา และเอาชนะความไม่สงบของอารมณ์โกรธของตนเอง สามารถควบคุมตนเองได้ และหันเหออกจากความโกรธ อัลลอฮฺ  ทรงตรัสว่า

[ وَالَّذِينَ يَجْتَنِبُونَ كَبَائِرَ الْإِثْمِ وَالْفَوَاحِشَ وَإِذَا مَا غَضِبُوا هُمْ يَغْفِرُونَ سورة الشورى 37
“และบรรดาผู้หลีกเลี่ยงการทำบาปใหญ่และการทำลามก และเมื่อพวกเขาโกรธพวกเขาก็ให้อภัย” (อัชชูรอ 37)

      แต่ก็มิได้หมายความว่าอิสลามนั้นละเลยต่อความแข็งแกร่งทางร่างกาย เพราะความแข็งแกร่งทางร่างกายนั้นมีความสำคัญอย่างมากเช่นกันสำหรับประชาชาติอิสลาม  ดังหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

 الْمُؤْمِنُ الْقَوِىُّ خَيْرٌ وَأَحَبُّ إِلَى اللَّهِ مِنَ الْمُؤْمِنِ الضَّعِيفِ    رواه مسلم
“ผู้ศรัทธาที่แข็งแรงดีกว่าและเป็นที่รักยิ่งสำหรับอัลลอฮฺมากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ”  (รายงานโดยมุสลิม)

     หะดีษบทนี้ที่บอกว่าผู้ศรัทธาที่แข็งแรงดีกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอนั้น หมายถึง ผู้ศรัทธาที่แข็งแรงทั้งในด้านอีหม่าน อิบาดะฮฺ  และร่างกาย ดีกว่าประเสริฐกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอทั้ง อีหม่าน อิบาดะฮฺ และร่างกาย
     อิสลามนั้นส่งเสริมให้มีความแข็งแกร่งทางร่างกายในขณะเดียวกันก็ให้มีความแข็งแกร่งทางอีหม่านและอิบาดะฮฺ และทางจิตใจที่จะสามารถควบคุมร่างกายและอารมณ์ของเขาได้
     ความโกรธนั้นเป็นสิ่งที่นำพาไปสู่ความอ่อนแอ และความตกต่ำ เพราะแม้แต่คนที่มีร่างกายที่แข็งแกร่งเขาสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ของเขาได้ แต่เมื่อเขาโกรธและเขาไม่สามารถควบคุมหรือระงับมันได้นั่นก็ทำให้เขากลายเป็นผู้อ่อนแอในทันที เพราะความโกรธของคนใดคนหนึ่งย่อมชี้ให้เห็นว่าในขณะนั้นเขากำลังพ่ายแพ้ต่อศัตรูตัวฉกาจคือชัยฏอน เพราะความโกรธนั้นเป็นการยุแหย่จากชัยฏอน ดังที่อัลลอฮฺ  ทรงตรัสว่า

[ وَإِمَّا يَنْزَغَنَّكَ مِنَ الشَّيْطَانِ نَزْغٌ فَاسْتَعِذْ بِاللَّهِ إِنَّهُ هُوَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ ]   فصلت 36
“และหากว่าการยุแหย่ใดๆจากชัยฏอนมายั่วยุเจ้า ดังนั้นเจ้าก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้” (ฟุศศิลัต 36)

และหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่กล่าวว่า

إنَّ الغَضبَ منَ الشَيطَانِ وإنَّ الشَيطَانَ خُلِقَ منَ النَارِ وإنَّمَا تُطْفَأُ النَّارُ بالمَاءِ فَإذَا غَضِبَ أَحَدُكُم فَلْيَتَوَضَّأْ
رواه أبو داود وغيره
“แท้จริงความโกรธนั้นมาจากชัยฏอน และแท้จริงชัยฏอนนั้นถูกสร้างมาจากไฟ และไฟนั้นจะถูกดับด้วยน้ำ ดังนั้นเมื่อคนหนึ่งคนในในหมู่พวกท่านโกรธ เขาจงอาบน้ำละหมาดเถิด” (รายงานโดยอบูดาวูด และท่านอื่นๆ)

“ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจ และมีความต้องการให้คนมุสลิมเป็นผู้ที่มีร่างกายที่เข้มแข็ง และสามารถเอาชนะอารมณ์ของตนเองได้ในสถานการณ์ต่างๆ นี่จึงเป็นความสมดุลและทางสายกลางระหว่างความสุดโต่งและความเฉื่อยชาเกินไปของทั้งร่างกายและจิตใจสำหรับมนุษย์”



والله أعلم





อธิบายคำศัพท์จากซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ (سورة الفاتحة)

อธิบายคำศัพท์จากซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ (سورة الفاتحة  )



เรียบเรียงโดย  อิบนุมะฮฺดี

بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَٰنِ الرَّحِيمِ   (1)
“ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ ”
( بِسْمِ اللَّهِ ) ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ พระนามแห่งพระผู้อภิบาล พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง โดยสิ่งอื่นจะไม่ถูกเรียกด้วยพระนามนี้นอกจากพระองค์เท่านั้น และไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้และคู่ควรแก่การกราบไหว้นอกจากพระองค์
(الرَّحْمَٰنِ  ) พระผู้ทรงมีความกรุณาปราณี เมตตาอย่างกว้างขวางแก่ทุกสิ่ง
(  الرَّحِيمِ) พระผู้ทรงเมตตาแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ   (2)
“ การสรรเสริญทั้งหลายนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ”
( الْحَمْدُ บรรดาการสรรเสริญ และการขอบคุณ ต่ออัลลอฮฺด้วยความรัก และการเทิดทูนความยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺเป็นผู้ถูกสรรเสริญในทุกด้านอย่างกว้างขวาง และสมบูรณ์
(  لِلَّهِ)  เป็นสิทธิของอัลลอฮฺเท่านั้น คือการสรรเสริญในฐานะพระผู้เป็นเจ้า ด้วยความรักและการเทิดทูนเป็นสิทธิของพระองค์พียงองค์เดียว
(رَبِّ  พระผู้อภิบาล เป็นคำที่รวม 3 คุณลักษณะ คือ ผู้ทรงสร้าง(الخالقผู้ทรงปกครอง(المالك) ผู้ทรงจัดระเบียบ(المدبر)
(  الْعَالَمِينَ) สากลโลก โลกของมนุษย์ โลกของญิน โลกของมะลาอิกะฮฺ โลกของสัตว์ และโลกของทุกสิ่งทุกอย่าง บรรดาอุลามาอฺได้กล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างอื่น นอกจากอัลลอฮฺ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งจากสากลโลกทั้งสิ้น และในทุกๆสิ่งจากสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย จะมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงผู้สร้าง ไม่ว่าจะทางด้านความเดชานุภาพ อำนาจ ความปรีชาญาณ ความเมตตา และความยิ่งใหญ่ของพระองค์”

الرَّحْمَٰنِ الرَّحِيمِ   (3)
“ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ ”
( الرَّحْمَٰنِ )  ผู้ทรงเมตตาอย่างกว้างขวาง แก่ทุกสรรพสิ่งในโลกดุนยา (เป็นคุณลักษณะของพระองค์)
(  الرَّحِيمِผู้ทรงเมตตาอย่างเจาะจง เฉพาะผู้ศรัทธา ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งใช้และออกห่างจากคำสั่งห้ามของพระองค์  (เป็นการกระทำของพระองค์ ) ทรงเลือกเมตตาเฉพาะผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์

مَالِكِ يَوْمِ الدِّينِ  (4)
“ ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน ”
( مَالِكِ ) ผู้ทรงอภิสิทธิ์ ผู้ทรงเป็นกษัตริย์เหนือบรรดากษัตริย์ทั้งหลาย ผู้ทรงเป็นผู้ปกครองเหนือบรรดาผู้ปกครองทั้งหลาย เป็นผู้ทรงมีอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง
( يَوْمِ الدِّينِ ) วันแห่งการตอบแทน วันแห่งการพิพากษา วันกิยามะฮฺ วันแห่งการฟื้นคืนชีพ ในวันนั้นจะไม่มีผู้ใดที่มีอำนาจนอกจากอัลลอฮฺ และไม่มีผู้ใดที่จะเป็นผู้สอบสวนและตัดสินนอกจากพระองค์ อัลลอฮฺจะทรงสอบสวนและตอบแทนบรรดาสิ่งถูกสร้างของพระองค์

إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ   (5)
“ เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกเราเคารพสักการะและเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกเราขอความช่วยเหลือ ”
( إِيَّاكَ نَعْبُدُ ) เฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่พวกเราจะเคารพสักการะ(อิบาดะฮฺ) คือเราจะไม่เคารพสักการะต่อสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น  เรายอมจำนนต่อพระองค์ด้วยการยอมจำนนอย่างราบคาบสมบูรณ์
(การทำอิบาดะฮ์ คือ การกระทำทุกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้เท่านั้น และละทิ้งสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม)
ใครที่ไม่ทำทั้งสองอย่างเขาก็ไม่ถือว่าเป็นบ่าวของอัลลอฮฺอย่างแท้จริง
( وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ ) เฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่พวกเราจะขอความช่วยเหลือ คือเราจะไม่ขอความช่วยเหลือต่อสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น
(การขอความช่วยเหลือ คือ การขอความช่วยเหลือในฐานะของผู้เป็นบ่าวและพระผู้เป็นเจ้า)
ไม่ถือว่าอิบาดะฮฺสมบูรณ์หากว่าปราศจากการขอความช่วยเหลือหรือการมอบหมายต่ออัลลอฮฺ

اهْدِنَا الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ   (6)
“ ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ซึ่งทางอันเที่ยงตรง ”
(  اهْدِنَاขออัลลอฮฺทรงโปรดชี้แนะแก่เรา ขอพระองค์ทรงดลใจเราสู่หนทางอันเที่ยงตรง ขอพระองค์ทรงประทานทางนำ (ฮิดายะฮฺ) แก่เรา
(  الصِّرَاطَหนทาง แนวทาง แบ่งออกเป็น  2 ชนิด คือ หนทางที่เที่ยงตรง( مستقيم) และหนทางที่บิดเบี้ยว(معوج  )
( الْمُسْتَقِيمَ ) ที่เที่ยงตรงและไม่บิดเบี้ยว (หนทางที่เที่ยงตรงก็คือ บทบัญญัติที่ท่านร่อซูล นำมา)
ทางนำหรือฮิดายะฮฺ (هداية) ที่เราขอมี  2 อย่าง คือ 1.ขอทางนำแห่งความศรัทธาและความรู้ที่ถูกต้อง  2.ขอทางนำแห่งการปฏิบัติที่ถูกตอบรับ

صِرَاطَ الَّذِينَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلَا الضَّالِّينَ   (7)
(คือ)หนทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปราณแก่พวกเขา มิใช่หนทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่หนทางของพวกที่หลงผิด ”
(صِرَاطَ الَّذِينَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ) เราขออยู่ในหนทางของบุคคลที่อัลลอฮฺทรงพอพระทัยพวกเขา อันได้แก่ หนทางของบรรดานบี และร่อซูล บรรดาศอฮาบะฮฺและผู้ปฏิบัติตาม บรรดาชะฮีด บรรดาผู้สัจจริง และบรรดาคนดีทั้งหลาย
(บรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงพอพระทัย พวกเขาคือ ผู้ที่แสวงหาสัจธรรม พวกเขาศรัทธา และปฏิบัติตามสัจธรรมนั้น )
(غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْเราไม่ขออยู่ในหนทางของผู้ที่ถูกอัลลอฮฺโกรธกริ้ว คือชาวยิว (اليهود  )  ซึ่งพวกเขารู้ทุกอย่างที่เป็นสัจธรรม แต่พวกเขาไม่ยอมปฏิบัติ
(พวกยิว คือ พวกที่รู้สัจธรรมแต่ปฏิเสธที่จะศรัทธา และปฏิบัติ)
(وَلَا الضَّالِّينَ) และเราไม่ขออยู่ในหนทางของผู้ที่หลงผิด คือชาวคริสต์ (النصارى  )  ซึ่งพวกเขาทำทุกอย่างโดยไม่มีความรู้ พวกเขาละเลยที่จะแสวงหาสัจธรรมและทางนำที่ถูกต้อง

(พวกคริสต์ คือ พวกที่ไม่รู้สัจธรรม แต่ศรัทธาและปฏิบัติอย่างไม่มีความรู้ และไม่แสวงหาสัจธรรม)



والله أعلم


ความรู้เกี่ยวกับซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ

ความรู้เกี่ยวกับซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ
(سورة الفاتحة)


รียบเรียงโดย อิบนุมะฮฺดี

بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَٰنِ الرَّحِيمِ   (1)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ   (2)
การสรรเสริญทั้งหลายนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

الرَّحْمَٰنِ الرَّحِيمِ   (3)
ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

مَالِكِ يَوْمِ الدِّينِ  (4)
ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน

إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ   (5)
เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกเราเคารพสักการะและเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกเราขอความช่วยเหลือ

اهْدِنَا الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ   (6)
ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ซึ่งทางอันเที่ยงตรง

صِرَاطَ الَّذِينَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلَا الضَّالِّينَ   (7)
(คือ)หนทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปราณแก่พวกเขา มิใช่หนทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่หนทางของพวกที่หลงผิด

       ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ (سورة الفاتحة) เป็นซูเราะฮ์มักกียะฮฺ มี 7 อายะฮฺ ที่ถูกเรียกด้วยชื่อ อัลฟาติฮะฮฺ (سورة الفاتحة) ก็เพราะเป็นซูเราะฮฺเปิดของอัลกุรอาน และเป็นซุเราะฮฺเริ่มของการอ่านในละหมาด มีบางทัศนะบอกว่า ซูเราะฮฺนี้เป็นซูเราะฮฺแรกที่ถูกประทานลงมาอย่างสมบูรณ์ทั้งซูเราะฮฺ
      ซูเราะฮฺนี้ถือได้ว่าเป็นคำนำแห่งอัลกุรอาน ปฐมบทแห่งอัลกุรอาน ในซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงรากฐานที่สำคัญของศาสนาอิสลาม เป็นกุญแจของทุกๆความดีและเป็นกุญแจแห่งความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และยังเป็นยารักษาโรคทั้งทางกายและใจและโรคทางไสยศาสตร์ เมื่ออ่านซูเราะฮฺนี้แก่คนที่ป่วย ก็จะได้รับการรักษาด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ

        ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งคือ أم القرآن  (แม่ของอัลกุรอาน) เป็นซูเราะฮฺที่ครอบคลุมวิถีชีวิตของมนุษย์  บรรดาอุลามาอฺได้กล่าวว่า “ซูเราะฮฺนี้ครอบคลุมบริบทแห่งอัลกุรอานทั้งหมด” อันได้แก่

1.     التوحيد  หลักการศรัทธาในเอกภาพของอัลลอฮฺ ได้แก่
-      الربوبية อัรรุบูบียะฮฺ  (เอกภาพในความเป็นผู้ทรงสร้าง ผู้ปกครอง ผู้จัดระเบียบ)
-      الألوهية อัลอุลูฮียะฮฺ  (เอกภาพในความเป็นพระผู้เป็นเจ้า ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะ)
-      الأسماء والصفات อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต  (เอกภาพในบรรดาพระนามและคุณลักษณะที่สวยงาม)

2.     الأحكام  หลักการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ คือการทำอิบาดะฮฺ และการขอความช่วยเหลือ

3.     الجزاء  การตอบแทนในโลกหน้า คือการสอบสวนและตอบแทนความดีและความชั่วในวันกิยามะฮฺ


4.     طرق بني آدم  แนวทางในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ คือบอกถึงหนทางที่เที่ยงตรงซึ่งอัลลอฮฺทรงพอพระทัย กับหนทางที่บิดเบี้ยว ถูกโกรธกริ้วจากพระองค์และหลงผิด 




والله أعلم